วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ศาสนาซิกข์


การดำรงชีวิตตามศาสโนวาทของพระศาสดา
ปรัชญาการดำรงชีวิต, การประกอบสัมมาอาชีวะ ความนึกคิดและความ ประพฤติของชาวซิกข์ต้องปฏิบัติตามแนวทางแห่งศาสโนวาทของพระ ศาสดา ซึ่งมีดังต่อไปนี้:

- ให้ยึดมั่นและศรัทธาในอกาลปุรัคหนึ่งเดียว ห้ามยึดมั่นและบูชาในเทพ เจ้าใดๆ
- เคารพและเลื่อมใส เชื่อมั่น ในพระศาสดาทั้งสิบพระองค์พระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบและพระวัจนะบทสั่งสอนของพระ ศาสดาว่าเป็นหนทางเดียวแห่งความหลุดพ้น
- ยึดมั่นพระศาสดาทั้งสิบพระองค์ดั่งเป็นพระองค์เดียวกัน
- ห้ามเชื่อถือหรือมีความหลงงมงายในเรื่องที่เกี่ยวกับการแบ่งชั้นวรรณะ เชื้อชาติและการรังเกียจเดียดฉันท์ เวทมนต์ คาถา ฤกษ์ยาม ของขลัง การผูกดวง วันปีเกิด การบูชาไหว้ผีสาง การเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เทวดาฟ้า ดิน รูปปั้นและวัตถุที่คิดว่าเป็นมงคล ทั้งปวงรวมทั้งความเชื่อถือในคัมภีร์ คำสอน ศาสนสถาน นักบวช นักพรต นักสอนศาสนา ในศาสนาหรือความเชื่อถืออื่น ยกเว้น เป็นการศึกษาในคำสอนศาสนาอื่นเพื่อแสวงหาความรู้
- ชาวคาลซา (สัญลักษณ์เกียรติยศของชาวซิกข์) จะต้องรักษาเอกลักษณ์ที่เด่นของตนให้เด่นชัด แต่จะไม่กระทำการใดที่จะเป็นการสะเทือนใจหรือลบหลู่ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น
- ทุกครั้งก่อนจะเริ่มกิจกรรมใดก็ตาม ชาวซิกข์ควรสวดอัรดาสต่อองค์ "วาเฮ่คุร" (สวดมนต์ภาวนาระลึกถึงพระเจ้า)
- ชาวซิกข์จำเป็นต้องศึกษา กุรมักขี (ภาษาปัญจาบี) และควรจะศึกษาภาษาอื่นด้วย
- ชาวซิกข์มีหน้าที่ต้องให้การศึกษาเกี่ยวกับศาสนาซิกข์แก่บุตรหลานของตน
- ชาวซิกข์จะไม่กระทำการใดที่เป็นการละเมิดหรือรังเกียจต่อเกศาบนศรีษะของบุตรธิดาที่เกิดมาให้คงรักษาให้สมบูรณ์และ ขนานนามว่า "ซิงห์" ชาวซิกข์ต้องดูแลผมของบุตรและธิดาโดยไม่ให้ตัด
- ห้ามชาวซิกข์ เสพของมึนเมาเช่น กัญชา ฝิ่น สุรา บุหรี่และยาเสพติดทุกประเภท ควรบริโภคแต่อาหารที่มีประโยชน์
- ห้ามชาวซิกข์ทั้งชายและหญิงเจาะรูจมูก หรือ หู
- ชาวซิกข์ของพระศาสดา ห้ามฆ่าบุตรีและจะไม่คบค้าบุคคลที่ฆ่าบุตรีของตน
- ชาวซิกข์ของพระศาสดาพึงทำมาหาเลี้ยงชีพของตนด้วยความสุจริตธรรม
- ชาวซิกข์ของพระศาสดาพึงรำลึกเสมอว่า ปากท้องของผู้ยากไร้คือคลังของพระศาสดา
- ชาวซิกข์จะละเว้น จากการลักขโมยและการสมาคมที่ผิดกฏหมาย หรือ เล่น ร่วมในการพนันทุกชนิด
- ศิษย์ที่แท้จริงของพระศาสดายอมรับบุตรีของผู้อื่นเสมือนบุตรีของตน มองสตรีอื่นเสมือนมารดาของตนมีความสัมพันธ์ได้เฉพาะกับภรรยาของตน ทำนองเดียวกันสตรีชาวซิกข์ให้อยู่ในคุณธรรมเดียวกับสามี
- ชาวซิกข์ของพระศาสดาจะประพฤติและปฏิบัติตามศาสนวินัย ตั้งแต่เกิดจนกว่าชีวิตจะหาไม่
- ชาวซิกข์ทั้งชายและหญิง เมื่อพบกันต้องกล่าวประโยคต่อไปนี้ "วาเฮ่คุรุ ญีก้า คาลซ่า, วาเฮ่คุรุ ญีกี ฟาเต้"
- เป็นการไม่เหมาะสมที่สตรีชาวซิกข์จะใช้ผ้าคลุมหรือปิดบังใบหน้าของตน
- ชายชาวซิกข์ต้องใช้ผ้าโพกศีรษะและสวมกาแชร่า นอกเหนือจากนี้ไม่มีข้อบังคับในการแต่งกายเป็นพิเศษ สตรีชาวซิกข์ จะใช้ผ้าโพกศีรษะหรือไม่ก็ได้

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พระครูพิพัฒน์วิทยาคม (เจริญ ฐานยุตฺโต)



พระครูพิพัฒน์วิทยาคม (เจริญ ฐานยุตฺโต)
วัดโนนสว่าง หนองวัวซอ อุดรธานี

พระครูพิพัฒน์วิทยาคม มีนามเดิมว่า เจริญ สารักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2504 ณ บ้านหนองวัวซอ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี โยมบิดาชื่อ นายสงวน สารักษ์ โยมมารดาชื่อนางฮวด สารักษ์ เมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 แล้วต้องการบวชในพระพุทธศาสนา จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบุญญานุสรณ์ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี โดยมีพระครูประสิทธิ์คณานุการ เป็นพระอุปัชณาย์ เมื่อบรรพชาแล้วได้สนใจศึกษาอักษรโบราณเป็นพิเศษ จึงได้ศึกษาอักษรขอมโบราณ, อักษรอีสานโบราณ (อักษรธรรมอีสาน)-ตัวธรรมใหญ่-นก เริงลม , อักษรลาวโบราณ (อักษรไทน้อย) - ตัวธรรมน้อย - นก เริงลม และ อักษรเหนือโบราณ (อักษรธรรมล้านนา) เป็นต้น
ซึ่งอักษรเหล่านี้พบมากในใบลานเก่าแก่โบราณ ที่คนสมัยก่อนได้จดจารบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นพระสูตร, พระอภิธรรม หรือพระวินัย ในพระไตรปิฎก ตลอดจนถึงวิชาพุทธาคม หรือตำราโหราศาสตร์แบบโบราณ ดังนั้นข้อความในหนังสือใบลานดังกล่าวจึงเป็นแหล่งสรรพวิชาต่าง ๆ ในอดีตอันหลากหลาย ที่พระครูพิพัฒน์วิทยาคม(หลวงพ่อเจริญ ฐานยุตฺโต) ได้ทำการศึกษาเล่าเรียนทางด้านวิชาพุทธาคม และสรรพวิชาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในใบลานเหล่านี้
เมื่ออายุครบ 20 ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดป่าสามัคคีอุปถัมป์ อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย โดยมีพระครูสิริธรรมวัฒน์เป็นพระอุปัชณาย์ พระครูวินัยกิตติโสภณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูสุนทรนวกิจ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ฐานยุตฺโต" เป็นพระภิกษุในคณะธรรมยุติกนิกาย เมื่ออุปสมบทแล้วได้ออกปฏิบัติกัมมัฎฐานไปในที่ต่าง ๆ ด้วยความที่สนใจในด้านพุทธาคม จึงได้ไปกราบเรียนวิชาต่าง ๆ กับครูบาอาจารย์ต่าง ๆ หลายรูป เช่นพระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่เมตตาหลวง) วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยเรียนวิชาลงตะกรุดโทน ตำราเขียนยันต์ และเรียนบริกรรมธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นต้น และได้กราบพระครูสถิตย์ธรรมรักษ์ (หลวงปู่โถน) เรียนวิชาลงตะกรุดหกกษัตรย์ (กบตายคารู) เป็นต้น จนกระทั้งได้รับนิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสวัดโนนสว่าง ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2532 จนถึงปัจจุบัน เนื่องด้วยได้ศึกษาด้านพุทธาคมจนแตกฉาน เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2537 จึงได้รับพระราชทานราชทินนาม เป็น "พระครูพิพัฒน์วิทยาคม" เป็นต้นมา